Stan By Me Doraemon 2

ถือเป็นการต่อยอดได้ดีทีเดียว ที่ทางญี่ปุ่นปลุกปั้นแอนิเมชั่น 3D จากอานิเมะสุดคลาสสิคอย่างโดราเอม่อน เมื่อปี 2014 ก็ได้มี Stan By Me Doraemon เข้าฉาย เป็นการแตกไลน์เนื้อเรื่องของโดราเอม่อน ที่มีเรื่องราวเป็นจริงเป็นจังของตัวเอง โดยการหยิบเอาตอนจบ (แบบนึงในเวอร์ชันดั้งเดิม) มาขึ้นจอยักษ์ในรูปแบบ แอนิเมชั่น 3D ร่วมสมัย ด้วยตัวบทเอยอะไรเอย ทำให้คนดูหลาย ๆ คนเทใจให้ และยกให้เป็นหนึ่งใน The Movie ตอนที่ดีที่สุดของโดราเมก่อนเลยก็ว่าได้ เวลาผ่านไป 6-7 ปี (เดิมทีต้องฉายเมื่อปีก่อน แต่เพราะพิษโควิด-19 เลยเลื่อนมาฉายปีนี้แทน) Stan By Me Doraemon 2 ในภาคนี้เป็นเรื่องราวว่าด้วยการที่โนบิตะ(อีกแล้ว) อยากกลับไปเห็นคุณย่าซักครั้ง จนได้ขอร้องโดราเอม่อนให้ช่วยพาย้อนเวลากลับไปซักหน่อย จนแล้วจนรอดเจอกับคำขอของคุณย่าว่าอยากเห็นเจ้าสาวของโนบิตะจัง ทางโนบิตะก็ได้ให้โดราเอม่อนเอาทีวีกาลเวลา ออกมาส่องดูอนาคตของตัวเอง แล้วพบว่าในวันแต่งงานของโนบิตะกับชิซูกะนั้น โนบิตะตอนโตได้หายไปไม่ยอมไปงานแต่ง ทำให้โนบิตะวัยเด็กและโดราเอม่อนนั้นต้องไปตามหาและพาตัวกลับไปในงานแต่งอีกครั้ง เรื่องราววุ่นวาย ที่เกือบจะทำให้ตัวเองเกือบตาย(อีกแล้ว) จะว่าไปโทนเรื่องนั้นส่วนตัวว่าในภาคนี้ ค่อนข้างที่จะรำคานความโก๊ะกังของโนบิตะเป็นอย่างมาก คือแบบว่าก่อเรื่องเล็ก ๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ตั้งแต่เด็กจนโต […]

Mare of Easttown

Mare of Easttown เป็นซีรีส์ที่ได้รับคำชื่นชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ เป็นงานของช่อง HBO MAX นำแสดงโดย เคท วินสเลท ในบทที่น่าจะดีที่สุดอีกบทหนึ่งในชีวิตการแสดงของเธอ วินสเลทแสดงเป็นนักสืบชื่อ แมร์ ทำงานที่สถานีตำรวจในเมืองเล็กๆ ชื่ออีสท์ทาวน์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ว่ากันอย่าวผิวเผิน Mare of Easttown เป็นซีรีส์สืบสวนคดีฆาตกรรม แต่ที่ทำให้หนังชุด 7 ตอนนี้แตกต่างและโดดเด่นเป็นที่พูดถึงทั้งในกลุ่มคนดูและนักวิจารณ์ คือการแสดงอันน่าทึ่งของเคท วินสเลท และการที่หนังใช้รูปแบบหนังสืบสวนเพื่อพูดถึงชะตากรรมของผู้หญิงในครอบครัวชนชั้นกลาง-ล่างในเมืองเล็กของอเมริกา อีกทั้งความรู้สึกผิดต่างๆ ที่มาพร้อมกับสภาวะความเป็นแม่ สรุปรวบคือ Mare of Easttown เป็นหนังดราม่าครอบครัว-สืบสวน ที่มีบทและตัวละครอันเข้มข้น ซับซ้อนทางพฤติกรรม มากกว่าหนังซีรี่ส์ฆาตกรต่อเนื่องมากมายที่เราเห็นกันในช่วงหลัง ถึงวันแม่จะผ่านไปแล้ว แต่นี่น่าจะเป็นซีรี่ส์สำหรับวันแม่ที่เหมาะเจาะที่สุด ชื่อเรื่องเป็นสัญญาณบอกใบ้หลายชั้น Mare ในที่นี่คือชื่อเล่นของนางเอกที่แสดงโดยวินสเลท ชื่อเต็มๆ ในเรื่องของเธอคือ แมรีแอนน์ ซึ่งเราแทบไม่ได้ยินใครเรียกเธอด้วยชื่อนี้เลยตลอดทั้งเรื่องยกเว้นแม่ของเธอ และก็เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คำว่า Mare ในภาษาอังกฤษยังแปลว่า แม่ม้า (ในหนังมีการเล่นมุขต่อด้วยว่า Mare เป็นพยางค์หนึ่งในคำว่า nightmare หรือฝันร้าย) อีกทั้งยังช่างพอเหมาะพอดีที่คำว่า “แมร์” พ้องเสียงกับ “แม่” […]

Beckett

ถ้าจะมีหนังสักเรื่องที่ดูเหมือนจะใกล้ตัวและประหนึ่งว่ากำลังเกิดขึ้นในประเทศไหนสักประเทศในโลกนี้ Beckett น่าจะเป็นหนังที่ดูใกล้เคียงความจริงอยู่ไม่น้อย เมื่อเบ็คเกตต์ (จอห์น เดวิด วอชิงตัน) และเอพริล (อลิเซีย วิแกนเดอร์) คู่รักที่ตัดสินใจเดินทางไปพักร้อนที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ ระหว่างทางกำลังเดินทางกลับโรงแรมในยามค่ำคืน ด้วยความง่วงนอนทำให้เบ็คเกตต์เกิดหลับในและทำให้รถที่เขาขับพุ่งตกลงไปยังเหวตื้นจนพุ่งชนบ้านร้างหลังหนึ่ง ระหว่างที่กำลังเรียกคืนสติกลับคืนมา เขาเหลือบไปเห็นเด็กชายท่าทีตกใจ เมื่อเขาพยายามคลานไปหาเอพริลที่จมกองเลือด เบ็คเกตต์เกิดอาการหมดสติไป หลังจากที่เบ็คเกตต์ฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล เขาถูกตำรวจสอบปากคำ ทว่าหลังจากพยายามเดินทางกลับไปยังที่เกิดเหตุ เบ็คเกตต์ถูกตำรวจยิง วินาทีนั้นเองเขาเริ่มฉุกคิดได้ว่าหนทางเดียวที่ตัวเองจะรอดชีวิตคือการเดินทางไปยังสถานทูตอเมริกา แต่ระหว่างทางอันแสนยาวไกล เขาถูกตามล่าจากผู้ผดุงกฎหมายอย่าง “ตำรวจ” อย่างไม่ลดละ ทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาเองกันแน่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Beckett อยู่ในหมวดหนังคนซวยๆที่ดันไปอยู่ผิดที่ผิดทาง โดยระหว่างทางที่เขาพยายามจะเอาชีวิตรอด เบ็คเกตต์ (และผู้ชม) จะเริ่มปะติดปะต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทีละเล็กว่า จริงๆแล้วการถูกไล่ล่านั้นเกิดขึ้นเพราะ การที่ตัวละครเอกดันไปเห็นในสิ่งที่เขาไม่ควรจะเห็น ด้วยการที่ตัวละครอย่างเบ็คเกตต์เองเป็นเพียงนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ ทำให้วิธีการเอาชีวิตรอดในหนังเรื่องนี้จึงมีความค่อยๆเป็นค่อยๆไป เมื่อสถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เบ็คเกตต์ก็เริ่มจะต้องรวบรวมสติในการคลี่คลายสิ่งที่เขาต้องเผชิญได้อย่างไม่ได้รู้สึกว่าน่าขัดอกขัดใจสำหรับผู้ชม อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องคือการที่หนังดำเนินไปแล้วสักระยะ ทำให้เรารับรู้ว่าความซวยของตัวเอกนั้นดันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองที่กำลังคุกกรุ่นและกำลังจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ลักพาตัวลูกชายนักการเมืองแบบที่เราได้เห็นกัน แม้ว่าประเด็นการเมืองในหนังจะไม่ได้ถูกนำมาขยี้ให้กลายเป็นประเด็นหลัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นความยุ่งเหยิงทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้น แท้ที่จริงแล้วตัวละครอย่างเบ็คเกตต์และเอพริลนั้นจริงๆอาจจะเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งที่กลายมาเป็นตัวละครพลิกเกมทางการเมืองท้องถิ่น (และการเมืองระดับประเทศ) ซึ่งแม้จะไม่ได้รับคำอธิบายอย่างโต้งๆ แต่คนดูก็พอจะทำความเข้าใจได้ว่า ไม่ว่าจะจบทางไหน คนอย่างเบ็คเกตต์ก็ไม่เคย “มีตอนจบ” ที่สุขสม แฮปปี้เอนดิ้งเสมอไป แม้ว่าเขาจะเลือกเป็น “พระเอก” […]

Aftermath

Aftermath ผลงานการกำกับของปีเตอร์  วินเทอร์ส ส่งตรงฉายทางสตรีมมิ่ง Netflix เล่าเรื่องราวของนาตาลี ดาดิช (แอชลีย์ กรีเน่) ดีไซเนอร์ไฟแรงที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเควิน ดาริช (ชอว์น แอชมอร์) แฟนหนุ่มผู้ทำงานพาร์ทไทม์เป็นคนทำความสะอาดบ้านที่เคยเกิดอาชญากรรมพร้อมกับเรียนต่อไปพร้อมๆกัน ทั้งสองคนได้ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่บ้านสุดโมเดิร์นหลังจากที่เจ้าของเก่าตัดสินใจขายต่อ โดยบ้านหลังนี้เคยมีประวัติคนเสียชีวิตในบ้าน และพบว่ากล้องวงจรปิดทุกตัวเกิดเสียพร้อมกันในวันเกิดเหตุ แต่ด้วยราคาที่ล่อตาล่อใจประกอบกับความครบครันของบ้านที่นอกจากจะดูสวยทันสมัย มีสระว่ายน้ำ ห้องต่างๆแบบออกเป็นสัดเป็นส่วนทำให้เควินตัดสินใจที่จะผ่อนบ้านหลังนี้โดยไม่แยแสกับประวัติความเป็นมา แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นหนังสยองขวัญ ตัวละครเหล่านี้มักจะไม่เคยหลาบจำว่าสถานที่ใดก็ตามที่เคยมีประวัติน่ากลัว หรือ ราคาถูกจนผิดปกตินั้นมักจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลตามมาเป็นของแถมหลังจากย้ายเข้าไปอยู่เสมอ ซึ่งตัวละครที่มักจะประสบเหตุที่ชวนหัวลุกมักจะเป็นตัวละครผู้หญิง ที่กลายเป็นบ้าอยู่คนเดียว เมื่อเธอพยายามจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับคนใกล้ตัวได้ฟังจนท้ายที่สุดแล้ว เธออาจจะกลายเป็นบ้าอยู่คนเดียว ประเด็นคือ Aftermath เป็นหนังสยองขวัญในหมวดบ้านผีสิงที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์ประหลาดที่หาคำตอบไม่ได้อาทิ ประตูในบ้านเกิดเปิดและปิดเอง สิ่งของสามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ หรือแม้กระทั่งเสียงคนอยู่ในบ้านทั้งที่มีคนอยู่ในบ้านแค่เพียงสองคน หรือแม้กระทั่งหนังสือโป๊ที่ถูกสั่งซื้อมาอย่างปริศนา แต่เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปเรื่อยๆหนังได้เริ่มเผยให้คนดูเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตกลงแล้วเป็นอาการจิตหลอน ผีสาง หรือเป็นอะไรกันแน่ การนำเสนอเรื่องราวอันแสนซ้ำซากที่คอหนังสยองขวัญเคยดูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนใน Aftermath อาจจะไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะในส่วนนี้หนังยังคงสร้างความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ได้กำลังพอเหมาะพอดี แต่การปูเรื่อง วกไปพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ (ซึ่งสามารถตัดทอนออกได้) จนทำให้หนังมีความยาวถึง 1 ชั่วโมง 54 นาที ทั้งที่มันสามารถรวบรัดตัดตอนให้หนังสั้นกระชับมากกว่านี้ กลายเป็นจุดบอดประการสำคัญซึ่งอาจจะทำให้ใครหลายคนตัดใจเปลี่ยนเรื่องกันไปก่อน

The Swarm

The Swarm (La nuée) เป็นผลงานการกำกับของจัส ฟิลิปปอตส์ บอกเล่าเรื่องราวของเวอร์จินี (ซูเลียน บราฮิม) หญิงวัยกลางคนที่กลายเป็นม่ายลูกติด หลังจากสูญเสียสามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวไป เนื่องจากครอบครัวเธอมีพื้นที่ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรมทำให้เวอร์จินีตัดสินใจทำฟาร์มตั๊กแตน เพื่อนำโปรตีนจากสัตว์ชนิดนี้ไปขายต่อให้กับเกษตรกรอีกกลุ่ม แต่ดูเหมือนธุรกิจของเธอจะเต็มไปด้วยปัญหาเนื่องจากตั๊กแตนให้ผลผลิตน้อยกว่าที่คิด และยังเจอลูกค้ากดราคาอีกต่อหนึ่งด้วย นอกจากปัญหาในการหาเงินเลี้ยงชีพแล้ว ปัญหาครอบครัวก็หนักหน่วงไม่แพ้กันเมื่อเวอร์จินียังต้องรับมือกับลูกสาวอย่างลอร่า (มารี นาร์บอนน์) ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเป็นวัยรุ่นอารมณ์ร้อน เธอมักจะโดนเพื่อนในวัยเดียวกันล้อเลียนว่าแม่ของเธอต้องมาเลี้ยงตั๊กแตนยังชีพ จนเธอโดนมองว่าเป็นตัวประหลาด ส่วนลูกชายคนเล็กอย่างแกสตรอง (ราฟาเอล โรมองด์) ซึ่งมีปัญหาสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ยิ่งทำให้คนดูเห็นว่าครอบครัวของเวอร์จินีมีความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ความเนิบช้าของ The Swarm คือการพาผู้ชมค่อยๆด่ำดิ่งไปกับความสิ้นหวังของเวอร์จินีที่ดูเหมือนจะอับจนหนทางกับการทำมาหากิน เมื่อเธอไม่สามารถนำพาธุรกิจด้านการเกษตรให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เมื่อเธอค้นพบว่า สิ่งที่ทำให้ฟาร์มตั๊กแตนของตัวเองสามารถสร้างผลผลิตที่งอกงามได้ด้วยการ “เลี้ยงด้วยเลือด” เธอจึงไม่รีรอแม้แต่น้อยที่จะเลือกหนทางดังกล่าว แน่นอนในสายตาของผู้ชมบางส่วนอาจจะมองว่าเวอร์จินีเป็นตัวละครโรคจิตที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเงิน แต่เมื่อเฝ้ามองบริบทของเธอแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจที่ผู้หญิงผู้แบกทุกอย่างไว้บนบ่าเลือกจะเดินไปในเส้นทางดังกล่าว ฉากที่เธอกรีดแขนตัวเองก่อนจะยื่นมือเข้าไปในโดมเพาะเลี้ยง ก่อนจะเผยใบหน้าอันแสนเจ็บปวด หลังจากนั้นหนังก็ซูมเข้าไปในบาดแผลของเวอร์จินีเพื่อให้คนดูได้เห็นเศษขาตั๊กแตนที่อยู่ในแผล ซึ่งเธอพยายามกำลังคีบออกมา ไม่ได้เป็นแค่เพียงฉากขายความแหวะน่าสะอิดสะเอียนเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนให้คนดูเข้าใจอีกว่าความเป็นปวดที่เธอเลือก เวอร์จินีตัดสินใจทำเพราะเธอเลือกแล้วที่จะแลกความเจ็บปวด กับเงินทองที่จะมาจุนเจือเยียวยาครอบครัวของตัวเอง The Swarm จึงเป็นหนังระทึกขวัญที่มีความเนิบช้า เน้นการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ชมและตัวละคร โดยมีตั๊กแตนกินเลือดเป็นแค่เพียงองค์ประกอบในการสร้างความน่ากลัว เพราะความเป็นจริงแล้วความน่าหวาดผวานั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากตัวเวอร์จินีทั้งสิ้น ถ้าดูไปคิดตาม วิเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็นภาพสะท้อนปัญหาวิถีชีวิตของภาคเกษตรกรชาวฝรั่งเศสที่ต้องแบกรับความลำเค็ญในการเอาชีวิตรอดอย่างปากกัดตีนถีบได้น่าสนใจทีเดียว

April Fool’s Day เมษาหน้าโง่

April Fool’s Day ที่เราจะหยิบมารีวิวนี้ เป็นผลงานหนังปี 2008 ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อส่งตรงลงตลาดวิดีโอในยุคสมัยนั้น ดัดแปลงมาจากหนังไล่เชือดในชื่อเดียวกันประจำปี 1986 เรื่องราวเกิดขึ้นในวันที่ 1 เมษายน ปี 2007 เมื่อเดสิเร (เทย์เลอร์ โคล) จัดงานปาร์ตี้ส่วนตัวที่แมนชั่นสุดอลังการ โดยเธอเชิญน้องชาย เบลน (จอร์จ แฮนเดอร์สัน) ผู้กุมมรดกร่วมกับพี่สาว และผองเพื่อนไม่ว่าจะเป็น ปีเตอร์ ว่าที่ผู้ลงสมัครส.ว., บาร์บี้ เรย์โนลด์ คู่หมั้นสุดเริ่ดของปีเตอร์ผู้ดำรงตำแหน่งนางงามประจำแคโรไลนา, ไรอัน ตากล้องถ่ายวิดีโอฝีมือดี, ทอเรนซ์ เพื่อนสาวนักแสดงดาวรุ่ง, ชาร์ล นักข่าวเป้าตุงผู้หลงรักสุนัขชิวาวาเข้าเส้น และนางตัวดีคู่ปรับตลอดกาลของเดสิเรอย่างมิลาน เฮสต์ติ้ง หลังจากปาร์ตี้สุดเริ่ดดำเนินไป แผนการกลั่นแกล้งที่เดสิเรตั้งใจจะสร้างความอับอายให้กับมิลานก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอรู้ความลับว่า มิลานแอบตกหลุมรักน้องชายของตัวเอง เธอจึงจัดฉากให้มิลานที่อยากจะมีเซ็กส์กับเบลนจนตัวสั่น แต่แผนการเซอร์ไพรส์เกิดผิดพลาดทำให้มิลานพลัดตกจากระเบียงลงมายังชั้นล่างและเสียชีวิตในทันที จากเหตุการณ์ดังกล่าวผองเพื่อนจึงปิดปากเงียบว่าตกแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หนึ่งปีผ่านไปครบรอบวันตายของมิลาน เดสิเรและผองเพื่อนได้รับจดหมายขู่จากบุคคลลึกลับให้ “ฆาตกรตัวจริง” สารภาพความผิด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะตายกันไปทีละคน ไม่นานนักผองเพื่อนก็เริ่มกลายเป็นศพกันไปช้าๆ ท่ามกลางความหวาดกลัว ตัวละครอย่างเดสิเรสาววัยรุ่นไฮโซสุดเชิ่ด สไตล์การแต่งตัวของเจ้าหล่อนประดุจร่างโคลนนิ่งของคุณนายวิกทอเรีย เบคแคม เพิ่มความน่าหมั่นไส้ให้กับตัวละครนี้ไปโดยปริยาย […]

เอหิปัสสิโก (Come and See) ศรัทธาของเราไม่เท่ากัน

ความน่าสนใจของ เอหิปัสสิโก นั้นน่าสนใจตั้งแต่ตัวเรื่องราวที่สารคดีเลือกจะพูดถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการตามจับกุมตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในปี 2560 หลังจากถูกภาครัฐตั้งข้อกล่าวหาในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนเรื่องราวบานปลายและกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างศิษยานุศิษย์ พระในวัด และหน่วยงานราชการ ด้วยตัวสารคดีของเอหิปัสสิโก ไม่ได้เป็นแค่เพียงสารคดีประวัติศาสตร์หรือถ่ายทอดภาพความหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เลือกจะสะท้อนภาพจากหลากหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก นักการเมือง นักวิชาการ ศิษยานุศิษย์ พระ ผู้สนับสนุนวัด หรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของวัดพระธรรมกาย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้กลายเป็นภาพสะท้อน ขั้วตรงข้ามที่ตัดรสชาติระหว่างกันและกัน ทำให้ประเด็นที่สารคดีต้องการจะตั้งคำถามว่าตกลงแล้ว “ฝ่ายไหน” กันแน่ที่กุมเรื่องราวของความจริงเอาไว้ สิ่งที่ทำให้ประเด็นที่สารคดีเรื่องนี้ทวีความน่าสนใจใคร่รู้ของผู้ชม คือการเปิดโอกาสให้ “คนนอก” ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับวัดพระธรรมกายได้รับรู้ถึงวิถีชีวิต แนวคิดของเหล่าคนภายในวัด ในแบบที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าทำไม พวกเขาจึงศรัทธาและเลือกจะเดินตามคัมภีร์ฉบับพระธัมมชโยอย่างเหนียวแน่น ถึงเพียงนั้น ที่สำคัญคือสารคดีเรื่องนี้ได้วางผู้ชมให้อยู่ในฐานะแค่เพียงผู้สังเกตการณ์ พยายามปะติดปะต่อ วิธีคิดของแต่ละฝ่ายได้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งมองด้วยสายตาคนนอกที่พยายามจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่เรื่องราวจะไปขมวดปมอยู่ที่เหตุการณ์ที่หน่วยงานอย่าง DSI (Department of Special Investigation – กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ได้ดำเนินการปิดล้อมวัดเพื่อจะนำตัวพระธัมมชโยไปดำเนินคดี แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะการปกป้องอารักขาของเหล่าศิษยานุศิษย์อย่างเหนียวแน่น สิ่งที่สะท้อนใจและชวนตกผลึกที่สุดคือประโยคทิ้งท้ายของสารคดี ที่ชวนคนดูตั้งคำถามว่า ในทุกการศรัทธาของประชาชนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเชื่อของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยความรักหรือเหตุผลใดก็ตาม สุดท้ายแล้วหมุดหมายปลายทางของปรากฏการณ์ต่างๆอาจจะลงเอยด้วยความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สินก็ตาม คนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้มีเสียงที่ดังในสังคมนี้ เหลืออะไรกลับมาบ้าง เอหิปัสสิโก (Come and See) […]

Promising Young Woman

จากตัวอย่างและเรื่องย่อพาลให้คิดไปว่านี่ต้องเป็นหนังล้างแค้นไล่ล่า ไล่เชือด เดือด เลือดสาดอะไรแบบนั้นมันเป็นหนังล้างแค้นก็จริง แต่พอดูไปสักพักไม่ถึงครึ่งเรื่องก็รู้ว่า “โอเคเราคิดผิดละ” หนังมันหักหลังเราด้วยการใส่สัญญะต่าง ๆ เช่นซอสเปื้อนเสื้อ หรือการขีดนับแต้มของนางเอกในสมุด ก็ล้วนทำให้คิดว่าผู้ชายที่โดนนางเอกหลอกล่อมาต้องโดนฆ่าแน่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะสิ่งที่เธอทำแค่การด่า ๆ เท่านั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า “อะไรวะ ? แค่เนี้ย ?” และจะปูให้เหมือนนางเอกโหดเพื่ออะไรกันนะ มันไม่ได้ฉากไล่ฆ่าผู้ชายตัดช้างน้อย โรคจิต ๆ อะไรแบบนั้นเลย ย้ำอีกครั้งว่าความจริงคือมันไม่ใช่หนังล้างแค้นแบบนั้น ในด้านการล้างแค้นบุคคลเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตก็ไม่ใช่การไปไล่ฆ่าเช่นกัน แต่มันคือการล้างแค้นแบบ…มีชั้นเชิงหน่อย ๆ ด้วยความที่หนังมันเป็นแบบนั้นมันจึงยังเป็นการล้างแค้นที่ “ไม่สะใจ” มันค่อนข้างธรรมดาและดูจืดชืดไปเสียด้วยซ้ำ ไม่สมกับเรื่องราวในอดีตที่เลวร้ายตามคำกล่าวอ้างของนางเอกสักเท่าไหร่ หนังมีตอนจบที่ไม่คาดคิด เซอร์ไพรส์ไม่ใช่เล่น เรามักไม่ค่อยได้เห็นหนังล้างแค้นจบแบบนี้สักเท่าไหร่ มันก็มีแบบสรุปในแบบของมัน แต่มันอาจจะแค่ไม่ถูกจริตเราเท่านั้นแหละ มันน่าจะขยี้อะไรได้มากกว่านี้ และในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หนังมันยังไม่ได้ให้ความชัดเจนกับเหตุการณ์นั้นว่าจริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีฉากแฟลชแบ็ก มีเพียงคำพูดคำกล่าวของเหล่าตัวละคร และคลิปที่คนดูได้ยินแต่เสียงที่ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น แถมเรื่องราวของ “ตัวละครนั้น” ที่เกี่ยวข้องกับนางเอก หนังก็ยังคงไม่ได้ให้ความชัดเจนมากเท่าที่ควรเกี่ยวกับชะตากรรมของตัวละคร […]

DEEP

ความน่าสนใจของ DEEP คือการเป็นหนังไทยในรอบหลายปีที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับเรื่องราวระทึกขวัญ แต่กลับกลายเป็นว่าตัวละครวัยรุ่นที่มีดีกรีถึงนักศึกษาแพทย์เรื่องนี้ทั้งสี่คนจะไม่ได้ยึดแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่หล่อหลอมและนำพาชีวิตเขาให้เข้ามาอยู่ในคณะที่ศึกษาร่ำเรียนเกี่ยวกับ การใช้หลักการเชิงเหตุและผล ปัญหาประการสำคัญคือตัวละครในเรื่องกระโจนสู่ค่าตอบแทนก้อนโต แบบไม่อาจจะทำให้คนดูสามารถเชื่อถือได้เลยว่าพวกเขายังยึดโยงกับหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่าตัวละครแต่ละตัวจะถูกปูมาให้มีปูมหลัง อาทินางเอกของเรื่องอย่างเจน (แคร์-ปาณิสรา ริกุลสุรกาน) มีภาระในการต้องผ่อนบ้านก้อนโต ในขณะตัวละครที่เหลือ อาทิ วิน (เค เลิศสิทธิชัย), ซิน (เฟิร์น-ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์) และ พีช (กิต-กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์) ก็มีความปรารถนาในชีวิตเป็นทรัพย์สินตามประสาวัยรุ่นโหยหา สิ่งเดียวที่ทำให้ DEEP ดูมีความสมจริงอยู่บ้างคือการที่ “ตัวร้ายตัวจริง” ของเรื่องหรือผู้ออกแบบการทดลองที่คาดหวังผลลัพธ์เพื่อผลิตยา และใช้มนุษย์มาเป็นตัวอย่างในการทดลองแบบเสี่ยงอันตรายขั้นสุด โดยไม่สนใจจรรยาบรรณแพทย์ไทย อาจจะสะท้อนความจริงของสังคมไทยในทุกวันนี้ว่า บางครั้งคนที่ดำรงวิชาชีพ “หมอ” ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดหลักดังกล่าว และหากินอยู่บนความเป็นความตายของคนในสังคมแบบไร้ยางอาย สภาพความเป็นอยู่ของตัวละครอย่างเจนและน้องสาว ที่ต้องแบกรับปัญหาค่าบ้าน ค่าร่ำเรียน และค่ารักษาพยาบาล ได้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐฯไทย ที่ไม่เคยดูแลประชาชน ไม่เคยทำให้คุณภาพของคนในสังคมสามารถลืมตาอ้าปากได้ คนวัยหนุ่มสาวอย่างเจนจึงไม่สามารถเอาเวลาที่พวกเขาควรจะได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและความรู้เพื่อเป็นบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มตัว แต่กลับมาต้องคอยหาเงินหาทอง ดูแลคุณยาย ที่ควรจะได้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ หากรัฐไทยเป็นรัฐสวัสดิการนั่นเอง น่าเสียดายที่ DEEP ไม่ได้ทำตัวซีเรียสจริงจังทั้งการทำให้บทมีความน่าเชื่อถือในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งสร้างความตื่นเต้นระทึกขวัญ จนเราอดไม่ได้ที่จะบอกว่า มันเหมือนการนั่งชมโฆษณาซิมการ์ดโทรศัพท์ขนาดยาว คลอไปด้วยเพลงประกอบจากวง Three Man […]

Bloodride

ถ้าคุณไม่อยากดูซีรีส์ประเภทยาวเฟื้อยเกิน 6 ตอนจบ หรือไม่ชอบเรื่องราวที่ต้องดูติดต่อกันตลอดเวลา อยากเปลี่ยนเรื่องกลางทางเพื่อไปหาอย่างอื่นทำ บางทีซีรีส์สยองขวัญสัญชาตินอร์เวย์อย่าง Bloodride อาจจะเป็นผลงานที่ทำให้ชีวิตคุณตื่นเต้นได้วันละประมาณ 40 นาที หากคุณรู้สึกว่าการฟังภาษาที่ 3 นอกจากภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นจนเกินไป เราอยากให้คุณลองฟังตัวละครในเรื่องพูดกันเป็นภาษานอร์วิเจียน ถือเป็นภาษาที่แปลกใหม่และฟังไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าใครรู้สึกว่าฟังแล้วปวดหัว Bloodride มีเวอร์ชั่นพากย์ภาษาอังกฤษทับ แต่อาจจะดูแล้วขัดๆ นิดหน่อยเพราะอารมณ์ปากนักแสดงขยับอย่าง ประโยคที่พูดออกมาเป็นอีกอย่าง ดังนั้นเราแนะนำว่าให้ดูเป็นเสียงต้นฉบับแล้วเปิดเป็นซับไตเติ้ลภาษาไทยเป็นดีที่สุด การเรียงร้อยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในซีรีส์นี้อาศัยการที่ตัวละครจากเรื่องสั้นทั้ง 6 เรื่องกำลังนั่งรถบัสโดยสารไปยังจุดหมายปลายทาง ด้วยสภาพบนรถที่ไฟมืดสนิท แถมสีหน้าค่าตาตัวละครแต่ละตัวก็ดูอมทุกข์และปิดบังความลับบางอย่างไว้ โดยถ้าเรื่องราวในตอนนั้นๆเกิดขึ้นกับตัวละครใด กล้องก็จะเคลื่อนไปยังกลุ่มตัวละครจากเรื่องนั้นๆพร้อมกับปุ่มสัญญาณเตือนสีแดงที่คนขับรถ (หน้าตาโรคจิต) ซึ่งติดขึ้นและบอกคนดูว่า พร้อมหรือยังที่จะพบกับเรื่องราวสุดสยอง เรื่องแรก Ultimate Sacrifice หยิบเอาตำนานปรัมปราเกี่ยวกับความเชื่อของคนในพื้นที่ชนบทห่างไกลมาเป็นประเด็นหลัก โดยตอนนี้บอกเล่าเหตุการณ์ของครอบครัวพ่อแม่ลูก ผู้เดินทางโยกย้ายสำมะโนครัวจากเมืองใหญ่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แน่นอนว่าพวกเขากำลังต้องรับมือกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่ฝืดเคือง จนกระทั่งคุณแม่ประจำบ้านเริ่มค้นพบว่าบรรดาชาวบ้านมีพฤติกรรมแปลกๆเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง และเมื่อเธอพยายามค้นหาว่าทำไมพวกเขาถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น เธอก็ได้พบกับความหวังใหม่ของชีวิตในแบบที่คนดูเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน Three Sick Brothers เอริค หนุ่มหน้าหล่อที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวช หลังจากเข้ารับอาการบำบัดทางจิต โดยมีพี่ชายจอมป่วนสองคนเดินทางมารับเขา เพื่อกลับไปพักผ่อนยังกระท่อมหลังเก่าของครอบครัว จนกระทั่งระหว่างทางพวกเขาได้รับหญิงสาวแปลกหน้าขึ้นรถ ก่อนที่พวกเขาจะค้นพบความลับดำมืดเกี่ยวกับหญิงคนนี้และนำไปสู่เหตุการณ์โชกเลือด Bad Writer เล่าเรื่องราวของโอลิเวีย เด็กสาววัยรุ่นที่เข้าชั้นเรียนวิชาวรรณคดีศึกษา ก่อนที่จะค้นพบว่าตัวเองกำลังโดนตามล่าจากพลังงานลึกลับ แต่แล้วเธอได้ล่วงรู้ความจริงว่าปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นมีคนกำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง และเธอก็สามารถทำแบบนั้นได้เช่นเดียวกัน จากเหตุการณ์สยองสยองเดินหน้าสู่การต่อสู้ทางความคิด การพลิกเกมชิงไหวชิงพริบสุดระทึก สำหรับในตอนนี้ถ้าใครชอบเรื่องราวประเภทหักมุมทุก […]