ข่าวนี้แฟน ๆ ของ The Lion King อาจจะคาดเดากันไว้อยู่แล้วว่าดิสนีย์ต้องสร้างภาคต่อของ The Lion King ภาครีเมกเมื่อปี 2019 อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนั้นดิสนีย์จะใจป้ำเทงบไปให้สูงถึง 250 ล้านเหรียญ แต่หนังก็กวาดรายได้ทั่วโลกกลับมาแบบอื้อซ่าถึง 1,600 ล้านเหรียญ ด้วยงานภาพซีจีที่สมจริงจนน่าตื่นใจก็ยังส่งให้หนังได้เข้าชิงออสการ์สาขาวิชวลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม และเข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม แต่ก็พลาดไปทั้ง 2 รางวัล และภาคต่อนี้ ดิสนีย์ก็ยังคงเรียกรูปแบบของหนังว่าเป็น ไลฟ์ แอ็กชัน ทั้งที่ยังคงเป็นงานสร้างภาพด้วยเทคนิคซีจีเสมือนจริง แม้ว่าจะไม่มีสัตว์มีชีวิตจริง ๆ ปรากฏบนจอเลย

มาภาคนี้ทีมงานและผู้ให้เสียงพากย์เรียกว่าหน้าใหม่ล้วน ๆ เริ่มจาก แอรอน ปิแอร์ (Aaron Pierre) จาก The Underground Railroad จะมาให้เสียงพากย์เป็น มุฟาซา ในวัยหนุ่ม เป็นตำแหน่งหน้าที่ถือว่ากดดันอย่างหนัก เพราะต้องทำหน้าที่แทน เจมส์ เอิร์ล โจนส์ นักพากย์และนักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด เพราะนอกเหนือจากเสียงของ ดาร์ธ เวเดอร์ แล้ว มุฟาซา ก็คืออีกตัวละครอมตะที่เจมส์ เอิร์ล โจนส์ เป็นผู้ให้เสียงพากย์อันทรงพลัง โจนส์ให้เสียงพากย์เป็นมุฟาซามาตั้งแต่ The Lion King เวอร์ชันต้นฉบับในปี 1994 แล้วกลับมาให้เสียงมุฟาซาอีกครั้งในภาคต่อ The Lion King II: Simba’s Pride in 1998 จากนั้นก็เว้นช่วงไปนาน เมื่อดิสนีย์ยังคงสานต่อภาค 3 ในปี 2015 ในชื่อ The Lion Guard: Return of the Roar โจนส์ก็ยังเป็นผู้พากย์เสียงมุฟาซาเช่นเคย ภาค The Lion King ภาครีเมกเมื่อปี 2019 ก็เป็นการพากย์เสียงมุฟาซาเป็นครั้งสุดท้ายของ เจมส์ เอิร์ล โจนส์

ส่วนอีกบทบาทสำคัญของเรื่องคือ สการ์ น้องชายตัวร้ายของมุฟาซา รายนี้เปลี่ยนผู้ให้เสียงพากย์มาโดยตลอด เริ่มจาก เจเรมี ไอออนส์ (Jeremy Irons) รับหน้าที่ให้เสียงพากย์ในแอนิเมชันต้นฉบับปี 1994 ส่วนในเวอร์ชันรีเมกปี 2019 ตกเป็นหน้าที่ของ ชิเวเทล เอจิโอฟอร์ (Chiwetel Ejiofor) ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงมากฝีมือด้วยกันทั้งนั้น แล้ว เคลวิน แฮร์ริสัน จูเนียร์ (Kelvin Harrison Jr.)ก็คือผู้ที่รับหน้าที่ให้เสียง สการ์ ในหนังภาคต่อที่จะเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ ก็ต้องยอมรับว่ายังเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูผู้ชมนัก เพราะแฮร์ริสันยังไม่มีผลงานเป็นที่รู้จักนัก ที่พอจะร้องอ๋อได้บ้างก็อย่างเช่น The Trial of the Chicago 7, The High Note

ส่วนหน้าที่ผู้กำกับนั้นก็ปลี่ยนมือจาก จอน แฟฟโรว์ (Jon Favreau)มาเป็น แบร์รี่ เจนกินส์ (Barry Jenkins)ก็เป็นชื่อที่สบายใจหายห่วงได้ เพราะผลงานสร้างชื่อของเขาก็คือ Moonlight ที่คว้าออสการ์รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2016 มาแล้ว ส่วนคนเก่าคนเดียวจากภาคแรกที่ตามมาในภาคต่อด้วยนี่ก็คือ เจฟ นาธานสัน (Jeff Nathanson) ผู้รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ และเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย ซึ่งผู้กำกับแบร์รี่ เจนกินส์ ได้อ่านบทแล้วก็ชื่นชมอย่างมาก

“ผมได้อ่านสคริปต์ไปแล้วประมาณ 40 หน้า ผมถึงกับต้องอุทานออกมาว่า ‘โฮลี ชิต นี่มันดีมากกก’ แล้วพอผมอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ผมก็เริ่มหลุดลอยออกไปจากสมองของผมเอง มันจะมีด้านหนึ่งที่คอยเตือนผมไว้ว่า ‘คนทำหนังอย่างเราจะไม่ทำหนังอะไรแบบนี้นะ เราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ท่ามกลางตัวละครอะไรแบบนี้หรอกนะ’ แต่ว่าเรื่องราวของมันนี่ มหัศจรรย์มาก ๆ”
ที่แบร์รี่ เจนกินส์ พยายามเตือนตัวเองแบบนั้น เพราะเขาเป็นผู้กำกับสายรางวัล ที่ถนัดแต่หนังดราม่าหนัก ๆ เกี่ยวกับคนผิวดำ ไม่เคยทำหนังเมนสตรีมอะไรแบบนี้มาก่อน เจนกินส์เล่าต่อว่า

“แล้วตอนนั้นแหละ ที่ผมตอบกลับสมองของตัวเองว่า ‘ผมอยากจะทำหนังเรื่องนี้ ผมจะทำทุกอย่างที่ผมสามารถทำได้’ แล้วสมองซีกนั้นก็ตอบผมกลับมาว่า ‘ตกลง’ แล้วตอนนั้นผมได้เห็นว่า โคลอี เจา (Chloe Zhao)เธอก็เริ่มมาจากหนังที่สวยที่สุดในศตรวรรษนี้อย่าง The Rider แล้วก็ก้าวมาทำ Eternals ให้มาร์เวล ผมก็คิดแบบว่า โอ้ ชิต ถ้าเธอทำได้ ผมก็ต้องทำได้สิ”

ก็น่าสนใจนะครับ หนังดิสนีย์ ที่สร้างภาพด้วยซีจีทั้งเรื่อง ตกอยู่ในมือผู้กำกับดีกรีระดับออสการ์อย่างแบร์รี่ เจนกินส์ จะเล่าเรื่องราวในอดีตของ มุฟาซา และ สการ์ ได้ออกมาละเมียดนุ่มลึกเพียงใด